วันนี้ผมขุนอภัยภักดีกลับมาทำหน้าที่อีกกระทู้หนึ่งที่ขอฝากไว้กับทุกๆท่าน เพื่อที่พอจะโน้มน้าวให้เราได้หันหน้าเขาวัดกันบ้างไม่ว่าจะเข้าไปทำบุญไหว้พระ เช่าบูชาพระเครื่องวัตถุมงคลหรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม และวันนี้จะพาขึ้นไปเที่ยววัดเขารูปช้าง เมืองพิจิตร เรามาทราบประวัติของวัดกันพอสังเขป เพื่อเป็นความรู้เล็กๆน้อยๆประกอบการชมกระทู้และรูปภาพที่นำมาให้ชมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วัดเขารูปช้าง ได้สร้างขึ้นปี พ.ศ.2244 พร้อมกับวัดโพธิ์ประทับช้าง ในสมัยพระศรีสรรเพ็ชรที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยสมุหนายก ผู้ควบคุมไพร่พลโยธามาสร้างวัดโพธิ์ประทับช้างตามพระราชประสงค์ ได้มาพบภูเขาส่วนยอดมีลักษณะเหมือนรูปช้าง เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะที่จะสร้างวัด สร้างที่พักอยู่บนที่สูงเพื่อตรวจภูมิประเทศ ดูแลความปลอดภัยของไพร่พล เมื่อสร้างเสร็จแล้วให้ชื่อว่า “วัดเขารูปช้าง” ตามลักษณะหินสีขาวที่ซ้อนกันอยู่เป็นรูปช้างคุกเข่าบนยอดเขามีล ักษณะการก่อสร้างสถาปัตยกรรมโบสถ์ วิหาร พระพุทธรูป พระปรางค์ เจดีย์ เป็นแบบสมัยอยุธยา
ต่อมาประมาณ พ.ศ.2300 ได้มีการสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุไว้บนส่วนหัวของรูปช้าง ในสมัยรัชกาลที่ 3
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ต่อมาเจ้าฟ้ามงกุฎ หรือรัชกาลที่ 4 ในสมัยยังทรงผนวชเป็นภิกษุ ได้เสด็จธุดงค์เมืองนครสวรรค์ พิจิตร
พิษณุโลก สุโขทัย สวรรคโลก
และอุตรดิตถ์ ทรงแวะประทับที่วัดเขารูปช้างและตำบลฆะมัง เพื่อร่วมฉลองวิหารวัดเขารูปช้าง เมื่อวันที่
22–26 มกราคม 2376
นับได้ว่าวัดเขารูปช้างแห่งนี้ พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้สร้าง
และพระเจ้าแผ่นดินยังได้ทรงมาประทับร่วมฉลองวิหารอีกด้วย จึงถือว่างานประเพณีปิดทองไหว้พระ วันเพ็ญเดือน
3 ก็นับเริ่มตั้งแต่นั้นมา นับเป็นเวลากว่าร้อยปี ในระยะเวลาถัดมา
วัดเขารูปช้างได้รับการพัฒนาให้มีความเจริญขึ้นมาตามลำดับ
เท่าที่ทราบเริ่มจากในสมัยของพระเดชพระคุณพระครูพิพัฒน์ธรรมคุณ หรือหลวงพ่อเตียง สมัยพระครูวิเวกธรรมมาภิรมย์ หรือหลวงพ่อเทิ้ม และสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
วัดเขารูปช้าง
ในปัจจุบันบนยอดเขามีเจดีย์สีทองเหลืองอร่าม
ตั้งอยู่บนก้อนหินที่ซ้อนกันจนมองดูคล้ายกับรูปช้างกำลังหมอบคลานอยู่
แต่เดิมเป็นเจดีย์เก่ามาก่อน และทางวัดได้ทำการปฏิสังขรณ์ใหม่เมื่อประมาณ 20 ปีมานี้ โดยประดับกระเบื้องเคลือบสีทองทั้งองค์ มีรั้วรอบองค์เจดีย์
สำหรับลานกว้างบนยอดเขา
ทางวัดได้สร้างวิหารใหญ่ขึ้นหลังหนึ่งและมีเจดีย์เก่าอยู่องค์หนึ่งเป็น
เจดีย์แบบลังกาทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา
มีตัวระฆังเป็นกลีบมะเฟืองแต่ยอดเจดีย์หักแล้ว นอกจากนั้นยังมีมณฑปแบบจตุรมุขหลังเก่าอยู่ใกล้กับโบสถ์หลังใหม่
ภายในมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสำริดและที่ฝาผนังมีภาพเขียนเรื่องไตรภูมิ
พระร่วง ในบริเวณวัดจะพบว่ามีสวนสัตว์ขนาดเล็ก
บริเวณศาลากลางน้ำจะมีปลาตัวโตจำนวนมาก
ที่วัดนี้มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดพิจิตร คือหลวงพ่อเตียง
มีพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเตียง เสร็จแล้วเดินขึ้นตามทางบันไดนาค ความสูง 136 ขั้น
ขึ้นไปชมทิวทัศน์บนยอดเขา
เมื่อขึ้นไปด้านบนสุดแล้วจะสามารถมองเห็นตัวเมืองพิจิตรและตัวเมืองตะพานหิน
ได้ชัดเจน
ประวัติของหลวงพ่อเตียง
วัดเขารูปช้างกับครับท่านมีนามเดิมว่า เตียง เกิดปีฉลูตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น13 ค่ำ เดือน 3 วันที่ 20 กุมภาพันธ์
2444 บ้านดงกลาง ตำบลดงป่าคำ อ.เมือง จ.พิจิตร มีโยมบิดาชื่อ
เลี่ยม โยมมารดาชื่อ ลำภู นามสกุล สวนสนิท มีพี่น้องเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว
และยังมีพี่น้องต่างมารดาอีก 9 คน เมื่อสมควรแก่การศึกษา
พ่อแม่ของหลวงพ่อเตียงได้ส่งให้ท่านร่ำเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านดงป่าคำ
จนกระทั่งจบชั้นประถมปีที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2455 บรรพชาอุปสมบทท่านอุปสมบทเมื่ออายุได้ 22 ปี
ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 3 วันที่
10 กุมภาพันธ์ 2466 ที่วัดดงกลาง โดยมี
พระครูศีลธรารักษ์ เป็นพระอุปัชณาย์ และพระอธิการปุ่น เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา เนกขัมโม
เมื่อรับการอุปสมบทแล้วท่านได้อยู่จำพรรษาเพื่อร่ำเรียนพระธรรมวินัยที่วัดดงกลางเรื่อยมาจนมีความรอบรู้ในพระธรรมวินัยดีแล้ว
ท่านจึงได้เดินทางจากวัดดงกลาง
ไปศึกษาแพทย์แผนโบราณกับ หมอแก้ว บ้านท่าบัวทอด ที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง
เพื่อไว้สงเคราะห์ญาติโยมในคราวจำเป็นเท่าที่พอจะสงเคราะห์ได้
เมื่อเรียนจบหมอโบราณแล้วหรือภาษาตลาดว่าสามารถประกอบการได้แล้ว
หลวงพ่อเตียงได้ศึกษาไสยเวทอันเป็นตำราทางเวทมนต์กับหลวงพ่อปุ่น ผู้เป็นพระกรรมวาจาฯ
จนรู้ซึ้งถึงแก่นแท้แล้วในด้านเวทมนต์ แล้วจึงเดินทางไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานกับ
หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง หลวงพ่อพิธ
นั้นเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จึงถือได้ว่าหลวงพ่อเตียง
ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์สายตรงของหลวงพ่อเงิน ที่สืบทอดวิชากันมาเพียงไม่นาน เพราะหลวงพ่อเตียงนั้นท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อพิธ
หรือศิษย์รักที่ถูกใจอาจารย์นั้นเอง
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสำหรับวันนี้ขอพอแค่นี้ก่อนครับ
ขอตัวไปนอนก่อนครับและขอขอบคุณภาพหลวงพ่อเตียงจาก www.luangporngoen.com

