วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เที่ยววัดกับขุนอภัยภักดี ทริป #๓๗ (ชมพระพุทธรูปทองคำ วัดพะเยาว์ จ.สระบุรี)


สวัสดีทุกท่านวันนี้กลับมาทำหน้าที่พาเที่ยววัดเหมือนเดิมครับ ทริปนี้มีธุระด่วนต้องเดินทางไปสระบุรี และเป็นปกติของผมครับเห็นวัดเป็นไม่ได้เหมือนเด็กเห็นขนมครับ ทริปนี้ไปมา 3 วัดโดยได้ไกด์กิติมศักดิ์ส่วนจะเป็นใครเอาไว้เฉลยวัดสุดท้าย โดยทริปนี้ที่จะเอามานำเสนอตามลำดับเส้นทางครับวัดแรกจะเริ่มที่วัดพะเยาว์ จะพาชมพระพุทธรูปทองคำ วัดที่สองวัดอัมพวัน พาไปไหว้เกจิลุ่มน้ำป่าสักหลวงพ่อย้อย วัดที่สามวัดไก่จ้น พาชมถิ่นกำเนิดสมเด็จพระพุฒาจารย์_(โต_พฺรหฺมรํสี) มาเริ่มกันที่วัดแรกครับจะพาไปชมพระพุทธรูปทองคำ วัดพะเยาว์นี้ นับเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามมากองค์หนึ่ง พระวรกายสมสัดส่วน กล่าวอย่างสามัญก็คือไม่อ้วนไม่ผอม ช่วงพระอังสากว้างดูผึ่งผายงามสง่า สมกับช่วงพระเพลา (หน้าตัก) ซึ่งกว้างรับกัน ไม่แคบดูชะลูดดังพระพุทธรูปอู่ทอง พระพักตร์กลมเรียวเข้าหากันตรงช่วงล่างเล็กน้อย พระนลาฎกว้าง พระขนงโก่งมาบรรจบกันเป็นปีกกา ที่กึ่งกลางพระนลาฎ ตรงพระนาสิกพอดี พระโอษฐ์กว้างและยิ้มเผยอเล็กน้อยพองาม พระเนตรเป็นมุกอยู่ในลักษณะลืมตา คล้ายทอดพระเตรดูคนในระยะใกล้พอสมควร เสมือนเช่นผู้อุดมด้วยเมตตาจิตต่อผู้ที่เข้าไปใกล้ชิดทั่วหน้า พระนาสิกเรียวโด่งพองาม พระเศียรประกอบด้วยพระอุณหิส (ส่วนที่เป็นกระหม่อมอยู่ตรงกลางศรีษะ) เป็นลอนสูงสมส่วน เสริมต่อด้วยพระรัศมีเปลวเพลิง อย่างที่เรียกกันว่า “ เปลวอุณาโลม” ฝีมือประณีตพอสมควร (พระรัศมีที่งามยิ่งสุดยอด ก็เห็นจะได้แก่ พระรัศมีพระพุทธชินราช เมืองพิษณุโลก ฝีมือสกุลช่างสุโขทัย ชนิดที่ไม่มีในที่ใดเสมอ) เม็ดพระศกเล็กแหลม แบบ “ พระศกหนามขนุน” ไม่มีไรพระศกดังเช่นพระพุทธรูปอู่ทอง- ลพบุรี พระศอเป็นปล้อง 3 ปล้องรับกันเป็นอันดี

ครองจีวรแนบเนื้อ ชายสังฆาฎิเบื้องหน้ายาวจรดพระนาภี ปลายเป็นแฉกแบบชายธง มิได้ทำเป็นเขี้ยวตะขาบดังเช่นพุทธศิลป์สุโขทัย แต่สังฆาฎิมีเส้นคู่ขนานตรงขอบทั้งสองข้างแล้วทำปลายตัด ตรงใกล้จะถึงรอยแฉกของส่วนปลาย ดูคล้ายผ้าสองผืนซ้อนเหลื่อมกันอยู่ ตรงปลายส่วนที่เป็นแฉกชายธงถัดลงไป ทำเป็นเส้นคั่นอยู่ 3 เส้น เข้าใจว่าอาจจะเลียนแบบรอยย่นเขี้ยวตะขาบของพระพุทธรูปสุโขทัยชั้นครูก็ได้ แต่ในที่นี้คิดแบบขึ้นมาใหม่ ให้แตกต่างกันออกไปแสดงว่าสังฆาฎิพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ ทำด้วยฝีมือประณีตเหนือสกุลช่างเดียวกันโดยทั่วไป ที่มักจะทำเป็นแฉกชายธงทิ้งไว้เฉยๆ ไม่มีการตกแต่เพิ่มเติมใดๆส่วนสังฆาฎิด้านหลัง ทำยาวลงไปถึงเบื้องล่าง จนจรดทับเกษตร (ฐานที่ประทับนั่ง)พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ ประทังนั่งในปางสมาธิ แบบขับสมาธิราบ ประทับนั่งในลักษณะที่ดูองอาจผึ่งผายสง่างามกล่าวโดยทั่วไปพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ มีพุทธลักษณะของพระพุทธรูปสกุลช่างสุโขทัยชั้นครูมากที่สุด แต่ก็มิได้มีลักษณาการที่นุ่มนวลอ่อนโยน น่าประทับใจดังเช่นพุทธศิลป์สุโขทัย หากแฝงไว้ด้วยลักณะเข้มแข็งบึกบึน เยี่ยงพุทธศิลป์อู่ทอง ตามแบบฉบับของสกุลช่างอยุธยา


     พุทธลักษณะดังกล่าวเป็นเอกลักษณะของพุทธศิลป์สกุลช่างอยุธยาโดยแท้ข้อสังเกต พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ มีลักษณะ “ อมยิ้ม” อย่างเห็นได้ชัด พุทธลักษณะเช่นนี้จะมีปรากฏอยู่ในพระพุทธรูปสุโขทัยบริสุทธิ์ (หมวดใหญ่) ที่เป็นฝีมือช่างชั้นครูทั่วไป ไม่มีอยู่ในพระพุทธรูปสกุลช่างอยุธยา  ดังนั้น พระพุทธรูปทองคำสกุลช่างอยุธยาองค์นี้ จึงมีอิทธิพลของพุทธศิลป์สุโขทัยปรากฏอยู่อย่างชัดแจ้ง นับเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ได้ประการหนึ่งพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ มีขนาดช่วงพระเพลา (หน้าตัก) กว้าง 110 ซม. ส่วนสูง 170 ซม.องค์พระประทับนั่งบนฐานบัวหงายซ้อนกัน 2 ชั้น แล้วมีกลีบแซมปรากฏแต่ส่วนปลายยอดสุดของกลีบบัวอีกชั้นหนึ่ง บัวแต่ละกลีบมีรูปลักษณะคล้ายกลีบบัวจริง และทุกกลีบทำเป็นเส้นยาวตามกลีบบัวซอยถี่ยิบขนาดกันเต็มพื้นที่ คล้ายกลีบบัวตามธรรมชาติของจริง นับเป็นฐานบัวที่มิได้ปรากฏมีอยู่ตามพระพุทธรูปโดยทั่วไปนับเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของพระพุทธรูปทองคำองค์นี้พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ สร้างขึ้นในปางที่ค่อนข้างจะผิดแปลกไปจากพระพุทธรูปสกุลช่างโดยทั่วไป กล่าวคือสกุลช่างไทยนั้น ไม่ว่าเชียงแสน สุโขทัย หรืออู่ทอง จะนิยมสร้างพระพุทธรูปนั่งในปางมารวิชัยทั้งสิ้นจนมีคำกล่าวกันว่า เกิดแต่ชนชาติไทยเราเป็นชาตินักรบ ต้องประสบกับการตู่อสู้กับข้าศึกศรัตรู ดุจพระพุทธองค์ทรงผจญมารอยู่เสมอ คนไทยจึงนิยมสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัยกันมากที่สุด พระพุทธรูปสกุลช่างสุโขทัย ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นฝีมือช่างสุดยอดของความงามในกระบวนช่างไทยเราแต่โบราณนั้น แม้จะได้รับแบบอย่างมาจากพระพุทธรูปสกุลช่างลังกา ได้ช่างลังกาเป็นครู แต่การก็กลับเป็นที่ปรากฏว่าทางลังกานิยมพระพุทธรูปปางสมาธิเป็นพื้น พระพุทธรูปสุโขทัยมีแต่พระพุทธรูปปางมารวิชัยทั้งสิ้น ที่มีประทับนั่งปางสมาธินั้นก็มีอยู่บ้างเป็นจำนวนน้อยมาก เรื่องนี้มีคำกล่าวกันในเชิงปรัชญา ให้ข้อคิดว่าพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั้น เป็นลักษณะของผู้ที่กำลังต่อสู้เผชิญหน้ากับศรัตรูอยู่ โดยที่การต่อสู้นั้น ยังมิได้เสร็จสิ้น แต่พระพุทธรูปปางสมาธินั้น เป็นลักษระของพระพุทธองค์ที่ผ่านพ้นการผจญมาร จนได้ชัยชนะมาเรียบร้อยแล้ว จึงอยู่ในลัษณะของผู้สงบ พบแต่สันติสุข มีจิตเกษมแล้วเป็นอันดี

ต้องขออภัยข้อมูลอาจจะมากไปหน่อย ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.saraburitourism.com/tourism/goldenbuddha-move.html

หากต้องการทราบข้อมูลมากกว่านี้อ่านต่อที่ Link ด้านบนครับ สุดท้ายนี้อยากให้ทุกท่านหันหน้าเข้าวัดกันบ้าง เพื่อท่านทั้งหลายจะได้นำพระธรรมของพระพุทธเจ้าช่วยให้ท่านทั้งหลายรู้เท่าทันทุกข์ 

เที่ยววัดกับขุนอภัยภักดี ทริป #๓๖ (ชมพระนอน วัดไม้รวก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา )


สวัดดีครับทุกท่าน วันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ต้องมีเรื่องให้ได้ไปวัดอีกจนได้ตามประสาครับไหนๆก็ตั้งกระทู้ชวนเที่ยววัดแล้ววันนี้ก็ขอพาไปอีกวัดแล้วกัน วันนี้จะพาไปไหว้พระขอพรช่วงใกล้ปีใหม่เพื่อความสบายใจและเป็นศิริมงคล และวันนี้จะพาไปไหว้พระนอนวัดไม้รวก หรือที่ชาวบ้านแถวนี้เรียกว่าวัดรวก

เรามาเรียนรู้ประวัติขอววัดกันซักหน่อยเพื่อที่ว่าการไปวัดของเราจะได้มีคุณค่าและเข้าใจในสถานที่ ที่เรากราบไหว้ วัดรวกหรือวัดไม้รวก เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ประมาณปีพุทธศักราช 2370 เดิมบริเวณวัดมีต้นไม้รวกขึ้นอยู่มาก ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดตามลักษณะสภาพแวดล้อม มีพระพุทธไสยาสน์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขตกำแพงแก้ว องค์พระมีขนาดยาวประมาณ 7 เมตร เป็นพระพุทธไสยาสน์ปูนปั้นลงรักปิดทองทั้งองค์


ใกล้กับวิหารพระนอนยังมีวิหารพระพุทธรูปประทับนั่งปางป่าเลไลย์อยู่ข้างๆกัน เป็นวิหารเล็กๆอาคารก่ออิฐถือปูนหลังคาเป็นเครื่องไม้ทรงไทยหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ภายในมีพระพุทธรูปประทับนั่งปางป่าเลไลย์ศิลปะงานปูนปั้นลงรักปิดทองเหมือนกัน



ภายในกำแพงแก้วนอกจากจะมีวิหารพระนอนและวิหารพระปางเลไลย์แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือพระอุโบสถหลังเก่า ที่ทรงคุณค่าอีกอย่างหนึ่งแต่น่าเสียดายที่วันที่ผมไปพระที่ถือกุญแจพระอุโบสถหลังเก่าท่านไม่อยู่เลยไม่ได้เก็บภาพมาฝากต้องขออภัย ซึ่งภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแต่ได้รับความเสียหายมากแล้ว


วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

เที่ยววัดกับขุนอภัยภักดี ทริป #๓๕ (เศรษฐีเรือทอง วัดพุน้อย ลพบุรี )



สวัสดีครับทุกท่านวันนี้ผมขุนอภัยภักดีจะพาไปวัดพุน้อย วัดนี้เป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาพ่อค้าแม่ขายผู้ที่ทำกิจการค้าขาย และผู้ที่นิยมวัตถุมงคลประเภทเมตตามหานิยม คนที่ต้องการสิ่งที่ยึดเหี่ยวจิตใจครับและสิ่งที่กระผมพูดถึงก็คือพิธียกเรือขอวัดพุน้อย ซึ่งทุกวันนี้มีผู้คนมากมายที่หลั่งไหลกันไปเข้าร่วมพิธียกเรือที่วัดเพื่อจะได้บูชาเรือแม่ตะเคียน ถึงขนาดต้องไปจองคิวรอกันตั้งแต่ตีสามตีสี่ เขาว่ากันมาอย่างนั้น ซึ่งต่างจากครั้งที่ผมได้เดินทางไปที่วัดนานมาแล้วโดยการชักชวนและรบร้าวของน้องๆแม่ค้าในตลาดประตูน้ำให้พาไปครั้งนั้นคนยังน้อยอยู่ไม่ต้องไปจองคิวไปตอนเช้าสายๆก็ได้ทำพิธี 

เที่ยววัดกับขุนอภัยภักดี ทริป #๓๔ (วัดสัมมาชัญญาวาส คลองสามวา ชมอุโบสถดินเผา )



สวัสดีครับกลับมาเจอกันอีกครั้งกับผม"ขุนอภัยภักดี" และเหมือนเดิมกับทุกครั้งที่มาคือจะพาเพื่อนสมาชิกท่องเวปเที่ยววัด วันนี้จะพาไปชมอุโบสถดินเผาของ "วัดสัมมาชัญญาวาส" หรือชาวบ้านละแวกนี้เรียกว่า "วัดใหม่" เรามาทราบประวัติและรายละเอียดของวัดนี้ไปพร้อมๆกันครับ
วัดสัมมาชัญญาวาส เป็นวัดราษฏร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๙๐ ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา  กรุงเทพมหานคร  สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ นายนิ่ม  เกตุหิรัญ, นายม่วม นันวิชัย, กำนันสง่า ศรีอำพันธ์  ได้เอาที่ดินจำนวน ๖ ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของนางพริ้ง เกตุหิรัญ น้อมเกล้าถวาย เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ (วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แล้วพระองค์ก็ทรงมีพระเมตตารับไว้และดำเนินการสร้างวัดเป็นลำดับต่อมา เจ้าภาพได้สร้างศาลาการเปรียญไม้ขึ้นมา ๑ หลัง กุฏิเล็ก ๔ เสา ประมาณ ๒๐ หลัง เมื่อได้สร้างเสร็จแล้ว  เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงมีพระบัญชาให้อยู่ในความดูแลของวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน

เที่ยววัดกับขุนอภัยภักดี ทริป# ๓๓ วัดสมานรัตนาราม (ใหม่ขุนสมานเพิ่มนคร)



สวัสดีทุกท่านวันนี้ขุนอภัยภักดีกลับมารับใช้พระพุทธศาสนาอีกกระทู้ครับ แต่ช่วงนี้ สมช. หลายๆท่านยังคงต้องทนกับภาวะน้ำท่วมใหญ่อยู่ ซึ่งผมเองก็ไม่ต่างกับหลายๆท่านทุกสิ่งอย่างยังคงไม่เข้าที่เข้าทางน้ำก็ยังคงไม่แห้ง น้องจูนของผมยังคงต้องลุยน้ำในคู้บอนและซอยสยามธรณีเข้าบ้านและต้องจอดแช่น้ำทุกวันสงสารรถครับแต่เราก็ต้องปรับตัวอยู่กับธรรมชาติให้ได้ ก่อนอื่นต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าภาพที่นำมาลองนี้เป็นภาพเก่าที่ได้ถ่ายไว้ก่อนแล้วเรามาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ วัดสมานรัตนาราม (ใหม่ขุนสมานเพิ่มนคร) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง บ้านหมู่ที่ ๑๑ ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา และใกล้กับโครงการเขื่อนทดน้ำบางปะกง  มีเนื้อที่ตามหน้าโฉนดที่ตั้งวัด ๒๖ ไร่ ๓งาน ๕๐ ตารางวา (ที่ดินนอกวัดไม่มี)

เที่ยววัดกับขุนอภัยภักดี ทริป # ๓๒ ( วัดพระยาสุเรนทร์ กรุงเทพ)


สวัสดีครับกลับมาปฏิบัติภาระกิจอีกครั้งในสภาวะที่คนไทยและสมาชิกหลายๆท่านต้องประสบเหตุการภัยธรรมชาติ อุทกภัยครั้งใหญ่ในประวิติศาสตร์ วันนี้ก็ขับรถออกไปดูน้ำรอบๆบริเวณบ้าน เลยแวะวัดพระยาสุเรนทร์ตามประสาครับ มาเรียนรู้ประวัติของวัดนี้กันไปพร้อมๆกันครับ ผู้ริเริ่มก่อสร้างวัดพระยาสุเรนทร์คือพันตรีพระยาสุเรนทร์ราชเสนา(พึ่ง สิงหเสนี) ซึ่งเป็นบุตรคนที่ ๘ ของเจ้าพระยามุขมนตรี(เกด สิงหเสนี)ได้รับจองที่ดินตามศักดินาเรียบร้อยแล้ว จึงได้จัดสรรที่ดินจำนวนหนึ่ง ประมาณ ๔๘ ไร่ เพื่อสร้างวัด


วัดพระยาสุเรนทร์ เป็นวัดเก่าแก่ได้ก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๒๕ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๖ ร.ศ.๑๐๑ ได้ทำพิธีวางศิลาประจำวัดขึ้น เมื่อสร้างวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้ทำหนังสือทูลเกล้าถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราชกาลที่ ๕ และได้รับพระราชทานที่วิสุงคามสีมา เมื่อวันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ พ.ศ. ๒๔๓๑ ปัจจุบันวัดพระยาสุเรนทร์เก่าแก่มีอายุ ๑๒๐ ปี ส่วนอุโบสถนั้นมีอายุ ๑๑๔ ปี เมื่อเจ้าคุณปู่พระยาสุเรนทร์ราชเสนา ( พึ่ง สิงหเสนี ) ได้สร้างวัดพระยาสุเรนทร์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรและได้ปลูกกุฎีอยู่ที่โคกสารัยที่ใกล้เคียงกับศาลในปัจจุบัน และเมื่อท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๔๙ และต่อมาประชาชนที่พึ่งใบบุญ ท่านอยู่ ได้ร่วมกันสร้างศาลไว้เป็นที่สถิตของวิญญาณของท่านโดยอยู่ใต้ต้นไทรและหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่อมาได้เกิดความแห้งแล้งขึ้น
พวกชาวบ้านโดยการนำของคุณชุม สิงหเสนี ได้ทำการขุดสระน้ำขึ้น ยาวประมาณ ๑ เส้น กว้าง ๑๐ วา ต่อมาชาวบ้านได้เรียกว่า สระน้ำปู่ ซึ่งในหน้าแล้ง ประมาณเดือน ๑, เดือน ๕, เดือน 6ถ้าเกิดฝนแล้ง ชาวบ้านจะนำสัตว์เลี้ยงมากินน้ำที่สระศาลปู่ ในตอน ๑๐ โมงเช้า และ ๖ โมงเย็นเป็นประจำ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ กรมชลประทานได้ทำการขุดลอกคลองให้ลึกและกว้างประมาณ ๖ วา ในราวเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๐ เข้าพรรษาได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ เรือขุดได้ทำการขุดคลองมาจนถึงเขตวัด เมื่อเวลา ตี ๔ เศษ ได้ทำการขุดเข้ามาในเขตวัดเป็นกระบวยแรก คันกระบวนซึ่งเป็นโครงเหล็กภายนอก ภายในเป็นไม้กว้าง ๑๒ คูณ ๑๒ นิ้ว ได้หักลง หัวหน้าเรือขุดจึงหยุดทำการขุดและได้มาหาอาตมาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรจึงจะขุดได้โดยไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก อาตมาได้แนะนำให้เขามาทำการบวงสรวงบอกกล่าวและขออนุญาตต่อเจ้าคุณปู่ที่ศาล พวกเรือขุดจึงได้มาทำการบวงสรวงและขออนุญาตได้เอาน้ำมนต์จากท่านไปพรหม


แล้วจึงได้ทำการขุดต่อโดยสะดวกไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ปรากฏขึ้น จนขุดมาถึงหลักเขตวัดที่ปักอยู่กลางคลองเก่าซึ่งชาวบ้านเรียกว่า หลักเมตร เวลาประมาณ ๓ นาฬิกา นายช่างประจำเรือขุดก็ได้มาหาอาตมาขอร้องให้ไปถอนหลักเขต จึงได้ไปทำการถอนหลักเขตเอาไว้ที่ข้างกุฏิ ซึ่งขณะนั้นยังไม่สว่างจึงได้ผลัดเปลี่ยนผ้าและเข้านอน ก็ได้เกิดนิมิตขึ้นว่า เจ้าคุณปู่ท่านได้มาหาและปรากฏร่างขึ้น ท่านว่าพระถอนหลักเขตแล้วต้องปักให้ใหม่นะ ในฝันก็บังเกิดความคิดขึ้นว่า จะขอเจ้าคุณปู่สักอย่างหนึ่ง จึงบอกกับท่านว่าขอให้ท่านช่วยให้หลานได้สร้างศาลให้เจ้าปู่ใหม่ ถ้าท่านไม่ช่วยหลานก็จะไม่ปักเขตให้และไม่ทำป้ายชื่อวัด ท่านยิ้มๆแล้วก็จากไป ต่อมาประมาณหนึ่งเดือน นายทองดำ สีดา ซึ่งเป็นบุตรของอาจันทร์ ได้มาหาอาตมา และถามว่าหลวงพี่ขออะไรเจ้าคุณตา ท่านไปหาผมที่บ้าน จึงบอกกับเขาว่า ขอให้ท่านได้ช่วยให้สร้างศาลให้ใหม่ เขาจึงบอกว่าผมให้หลวงพี่หนึ่งหมื่นบาท สำหรับสร้างศาลใหม่จึงได้ทำการสร้างศาลขึ้นใหม่เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเมื่อสร้างศาลแล้ว คืนหนึ่ง เมื่อสวดมนต์อันเป็นกิจประจำวัน จึงได้อธิฐานจิต ขอให้ท่านได้ช่วยให้มีผู้มาช่วยหล่อรูปโลหะเท่าตัวจริงครึ่งตัวโดยถือเอาภาพของท่านเป็นต้นแบบ และเมื่อมีโอกาสจะทำบุญร้อยปีอุทิศให้ท่าน ต่อมาวันหนึ่ง คุณสมจิตต์ สิงหเสนี ได้มาหาและถามว่า หลวงพี่ขออะไรเจ้าคุณปู่ จึงบอกกับเขาว่า จะหล่อรูปของท่านไว้เป็นที่ สักการะ คุณสมจิตต์จึงมอบเงินให้แปดพันบาท เมื่อเสร็จจึงได้ทำการฉลอง เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓
สำหรับของดีที่วัดพระยาสุเรนทร์ หลังจากพระยาสุเรนทร์ราชเสนา (พึ่ง สิงหเสนี) ได้สร้างและพัฒนาวัดแล้วท่านได้ทำพระสมเด็จวัดพระยาสุเรนทร์เอาไว้ 4 พิมพ์ด้วยกัน เมื่อ พศ. 2531 และฝังใส่ไว้ในไต้พระประธานจนถึงปัจจุบันนี้



พระสมเด็จวัดพระยาสุเรทร์ โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ทรง คือ
1. พิมพ์พระเจ้า 5 พระองค์
2. พิมพ์ทรงเจดีย์หรือทรงฐานแซม
3. พิมพ์ทรงปกโพธิ์
4. พิมพ์เล็บมือ
พุทธลักษณะของสมเด็จวัดพระยาสุเรนทร์ ซึ่งแยกพิมพ์ทรงต่าง ๆ คือ
1. พิมพ์พระเจ้า 5 องค์ ลักษณะเป็นพระเครื่อง ซึ่งมีมิติสี่เหลี่ยมผืนผ้าเกือบจะจตุรัส เช่น สมเด็จ ฯ มีรูปของพระพุทธรูปปางขัดสมาธิเพชรอยู่บนฐาน 2 ชั้น ปรากฏอยู่บนผนัง 5 องค์ องค์กลางใหญ่สุดและมีฐานเพียงชั้นเดียว ส่วน 4 องค์หลัง อยู่ที่มุมของสี่เหลี่ยมทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 1 องค์
2. พิมพ์ทรงเจดีย์หรือฐานแซม พุทธลักษณะเป็นพระเครื่องซึ่งมีมิติสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยแท้จริง บางองค์ถ้าตัดกรอบแคบก็จะดูยาวหรือยืดมากไปหน่อยไม่มีปรกโพธิ์ รูปองค์พระล่ำสัน พระเศียรค่อนข้างเล็ก พระเพลาค่อนข้างแคบ องค์พระสถิตย์อยู่บนฐาน 3 ชั้น ชั้นกลางเป็นฐานสิงห์
3. พิมพ์ทรงปกโพธิ์ พุทธลักษณะเป็นพระเครื่องซึ่งมีมิติสี่เหลี่ยมผืนผ้าใหญ่กว่าพิมพ์ทรงเจดีย์ มีพระพุทธรูปนั่งสมาธิราบเหนือฐาน 3 ชั้น ซึ่งชั้นกลาวงจะเป็นฐานสิงห์ชัดเจนกว่าพิมพ์ทรงเจดีย์ด้านเหนือและด้านข้าง ๆ ของพระเศียรมีพระตุ่มเล็ก ๆ เรียกว่า “ปรกโพธิ์” รายรอบอยู่ภายในกรอบซุ้มเส้นลวด
4. พิมพ์เล็บมือ พุทธลักษณะเป็นพระพิมพ์เดียวของวัดที่มีมิติแปลกออกไปคือ เป็นรูปทรงกรอบแก้วหรือคล้ายกับรูปเล็บมือ รูปองค์พระผึ่งผาย พระกรกางและหักมุมตรงข้อพระศอกอย่างเห็นได้ชัด มีซานรับ 2 ชั้น เป็นฐานหมอน มีฐานแซมอนขณะนี้ครับ
สุดท้ายนี้ก็ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านอยู่อย่างมีสติในทุกสถานะการณ์อย่างคำสอนขององค์พระพุทธเจ้าและผ่านพ้นเหตุการณ์ร้ายๆไปได้ด้วยดีครับ








เที่ยววัดกับขุนอภัยภักดี ทริป # ๓๑ (กู่กระโดน อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด)


สวัสดีครับวันนี้ขุนอภัยภักดีไม่ได้พาเข้าวัดนะครับแต่จะพาไปชมโบราณสถานกู่กระโดน ที่ร้อยเอ็ด เนื่องจากมีธุระผ่านไปขากลับแวะเก็บภาพมาฝากทุกท่านเหมือนเคยหวังว่าคงจะยังไม่เบื่อกันนะครับ มาชมภาพพร้อมประวัติของสถานที่เท่าที่อจะหาได้จากอินเตอร์เน็ตบ้านเราแต่ต้องขออภัยและขอออกตัวไว้ก่อนว่ารายละเอียดสถานที่มีน้อยมากที่จะให้ค้นคว้ามาเล่า น้อยพอๆกับการบูรณะและหวงแหนสมบัติทางประวัติศาสตร์ของชาติ
กู่กระโดนเป็นโบราณสถานก่อสร้างด้วยศิลาแลง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า ทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว ด้านทิศตะวันตกทำเป็นประตูหลอก



ภายในบริเวณกู่กระโดนนี้ยังมีการค้นพบทับหลังตกอยู่บริเวณโบราณสถาน 2 ชิ้น เป็นภาพเล่าเรื่อง ชิ้นหนึ่งเป็นภาพบุคคลหลายคน ทางขวาสุดของภาพสลักเป็นภาพวานร มอบสิ่งของกับสตรี สันนิษฐานว่าเป็นภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “หนุมานถวายแหวน” ส่วนทับหลังอีกชิ้นสลักเป็นรูปสตรียืนแบกสิ่งของ ซึ่งอาจเป็นคานหรือคันศรอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว มีรูปบุคคลขนาดเล็กกว่า นั่งแสดงความเคารพอยู่ด้านข้าง ซึ่งยังไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นภาพสลักจากเรื่องใด เมื่อพิจารณารูปแบบของทับหลัง โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายของบุคคล จัดอยู่ในศิลปะเขมรแบบบาปวนตอนปลายอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 กู่กระโดนได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2478 ทิ้งท้ายกระทู้ด้วยน้องจูนกับกู่กระโดน